โภชการการ ดี
กายภาพ ดี
ถ้าเราดูแล 3 เรื่อง ดี เด็กก็จะมีชีวิตที่ยืนยาวขึ้น นั่นคือ
1. กายภาพดี : หมายถึง กายภาพอย่างพอเพียง ทุกข้อไม่ยึดติด เราสามารถสังเกต ได้ว่ากายภาพเพียงพอหรือเปล่าโดยดูจากร่างกาย ถ้านิ่มเหมือนเราคนปกติก็น่าจะเพียงพอ แต่ถ้าจับแล้วตามร่างกายแข็งเหมือนท่อนไม้แสดงว่า ไม่เพียง
2.ควบคุมการชักได้ดี : หมายถึง ถ้าเด็กคนนั้นแม่กายภาพอย่างเพียงพอ แต่มีอาการชักเป็นระยะแสดงถึงอาการไม่ดี อยู่แล้ว ก็ยิ่งไปกันใหญ่ เพราะฉะนั้นต้องควบคุมการชักไม่ให้เกิดหรือถ้ามันจะเกิดก็ให้น้อยที่สุด เท่าที่เราจะทำได้
3.โภชนาการที่ดี : หมายถึงเด็กต้องได้รับอาหารให้ครบ 5 หมู่ เพื่อไปบำรุงเลี้ยงสมองส่วนที่ดีให้มีประสิทธิภาพซึ่งจริง ๆแล้วกการกินกับเด็กสมองพิการเป็นเรื่องยากอยู่พอควร
3 เรื่องใหญ่ เมื่อเราควบคุมได้อย่างดี...รับรองได้ว่า ชีวิตของลูก...มีอายุยืนได้แน่นอน
บทนี้ เรามาให้เรียนรู้ประสบการณ์เก่าๆ ของแม่ เรื่องการทำอาหารให้ลูก...ครบ 5 หมู่ กันดีกว่า
แรกเริ่มเดิมที ตั้งแต่ลูกหินยังไม่เจาะหน้าท้อง ลูกมีภาวะเกร็งที่บริเวณลำคอ เรารู้ได้อย่างไรว่าลูกเกร็ง
เห็นลูกลำสักทุกครั้งที่เราป้อนข้าวเค้า นั่นเป็นอาการเกร็งในลำคอที่มองไม่เห็น
อันตรายที่อาจเกิดขึ้นได้คือ เมื่อลำลักมากๆ อาจลงไปที่ปอดได้ ปอดก็จะบวมและเป็นโรคปอดบอม ซึ่งต้องเข้าไปรักษากันในโรงพยาบาลอีก
ดังนั้นถ้าเด็กคนไหนยังไม่เจาะท้องต้องระวังเรื่องการลำลัก ....เด็กพิการเวลาเสียชีวิต ส่วนใหญ่ไม่ใช่มาจากโรคสมองพิการ
แต่เป็นภาวะของโรคที่แทรกซ้อนเข้ามามากกว่าเช่น เรื่องปอดบวม เป็นต้น
ดังนั้นข้าว ควรมีลักษณะนิ่น และไม่เหลวจนเกินไป เพราะย่ิงเหลวเป็นน้ำ การลำลักก็ยิ่งมากขึ้น ในอดีตแม่ใช้วิธีตุ๋น
บันทึกการกินข้าวของลูกหิน เมื่ออายุ 3 ขวบ
เวลาป้อน ให้ป้อนคำเล็กๆ
ควรกระตุ้นการกลืน ด้วยการนวดบริเวณแก้มทั้งสองข้าง
• แบรนด์เด็ก ก็เป็นอีกทางเลือกหนึ่งที่สามารถบำรุงลูกได้เช่นกัน แต่ข้อเสียคือต้องระวังเรื่องสำลักลงปอด
• นม พีดีชัวร์...เป็นแหล่งที่ได้อาหารครบ 5 หมู่เหมือนกัน แต่ข้อเสียคือราคาแพงไปหน่อย
พอหลังจากลูกหินกินไป สำลักไป ก็เป็นโรคปอดบวม โดยปริยาย
1 ปีเป็นปอดบวม 3-4 ครั้ง ซึ่งถือว่าเยอะพอสมควร (ยังไม่รวมโรคอื่น)
ครอบครัวเราจึงตัดสินใจเจาะท้องเพื่อช่วยลูกไม่ทรมานในการกินข้าว เพราะสมองส่วนควบคุมการกิน เริ่มควบคุมไม่ถึง
หลายคนอาจสงสัยว่าตอนเด็กๆ ทำไมกินได้ แต่พอตอนโตทำไมถึงกินไม่ได้?
เพราะตอนเด็กสมองส่วนควบคุมการกิน ยังสามารถทำงานมีประสิทธิภาพอยู่ เมื่อร่างกายโตขึ้น แต่สมองไม่โตตาม
ทำให้การควบคุมเริ่มถอยลง เหมือนเป็นมากขึ้น ความจริงไม่ใช่ แต่เป็นเพราะสมองของลูกไม่โตตามตัวต่างหาก
ซึ่งคุณหมอก็ได้บอกกับแม่ ตั้งแต่แรกแล้วว่า ลูกจะไม่มีพัฒนาการอะไรเลย เพราะหินปูนเกาะสมองทุกส่วน
ดังนั้นจึงต้องช่วยลูกโดยการเจาะท้อง พอหลังจากเจาะเราจึงต้องเรียนรู้การทำอาหารใหม่ โดยมีส่วนประกอบและขั้นตอน
ตามร.พ.สอนมาดังนั้น
1. ใส่ข้าวสุก + ไก่ +ผักใบเขียว นำไปต้มรวมกัน ให้สุก ซื้อได้จากตลาดสดทั่วไป
2. เติมแคลเซี่ยม 1 ถุง (2กรัม) ซื้อมาจากร.พ.รามาธิบดี
3. เติมน้ำตาลเด็กซ์ตริน 1 ช้อนโต๊ะ ซื้อมาจาก ร.พ.รามาธิบดี
4. เติมน้ำตาลทราย 1 ช้อนโต๊ะ ซื้อได้จากตลาดสดทั่วไป
5. ใส่นมโอแลค 12 ช้อนตวง ซื้อได้จากสรรพสินค้าทั่วๆไป
6. ใส่เทรด 9 CC และ ซิงค์ 4 CC ซื้อได้จากร.พ. รามาธิบดี
7. นำเอาไก่ + ข้าวสุก + ผัก ต้มรวมกันให้สุก
8. เอาไปแช่ในน้ำเย็น ก่อนปั่น เพราะเครื่องปั่นอาจเสียได้ถ้าเรานำไปปั่นของร้อนทันที
9.จากนั้นนำส่วนผสมทุกอย่างตามที่บอกเบื้องต้น ใส่รวมกันแล้วปั่น
10. ปั่นทุกอย่างรวมจนเป็นเนื้อเดียวกัน
11. จากนั้นเติมน้ำรวมกันแล้วให้ได้ 600 CC แบ่งเทใส่ 4 ขวดนม
12. นำไปฆ่าเชื้อโรคต่างๆ ด้วยการนึ่ง เป็นขั้นตอนสุดท้าย
13. นำไปนึ่ง ในซึ้ง 30 นาที เป็นอย่างน้อย และหลังจากนึ่ง ห้ามเปิดขวด...จนกว่าจะให้ลูกกิน
14. เสร็จแล้วนำไปแช่ด้วยน้ำเย็นจนขวดนมเย็น แล้วเอาเข้าตู้เย็นทันที
เมื่อจะกิน ก็ให้เปิดทีละขวด
ช่วงแรกๆ ครอบครัวของเราปรับตัวมากพอสมควร ต้องวิตกกังวลหลายอย่าง ทั้งเรื่องอาหารที่ต้องเรียนรู้ใหม่ ทั้งเรียนการทำความสะอาดแผลหน้าท้อง...แต่ปัจจุบันชีิวตของเราง่ายขึ้น ลูกหินป่วยน้อยลงเพราะเค้าได้รับสารอาหารครบ 5 หมู่ ภาวะเรื่องปอดบวมลดลงแทบไม่มีเลย ลูกเจาะท้องมาทั้งแต่ ปี 2548 จนถึงปัจจุบัน

2 ความคิดเห็น:
คุณเป็นแม่ที่ประเสริฐมากๆเลย อ่านแล้วขอเอาใจช่วยนะคะ น้องน่ารักมากเลย และดูเค้ารักคุณแม่มากเช่นกัน
นับถือใจของคุณแม่จริง ๆ ค่ะ สู้ต่อไปนะคะ น้องลูกหินก็น่ารักมากเช่นกันค่ะ
แสดงความคิดเห็น