วันพุธที่ 5 กันยายน พ.ศ. 2550

บทที่ 05 โดสะโฮ...ทางเลือกใหม่...จากประเทศญี่ปุ่น

โดสะโฮ ในความหมายที่ฉันเข้าใจ เหมือนการกายภาพ แต่สิ่งที่แตกต่างคือ ต้องใส่ความรัก ความเข้าใจ ผ่านทางมือ...เมื่อเราจับลูก ต้องจับอย่างแผ่วเบา ด้วยความรักอย่างตั้งใจ เหมือนใช้ภาษากายพูดกับลูกแทน เพราะอดีตประเทศญี่ปุ่นเป็นประเทศที่ได้รับผลกระทบของสงครามโลกครั้งที่ 2 มากที่สุด เลยทำให้ประชากรส่วนใหญ่เกิดปัญหาพิการทางสมองเยอะ ประเทศเค้าจึงคิดค้นศาสตร์โดสะโฮขึ้นมาเพื่อช่วยเหลือคนพิการในประเทศ เป็นระยะเวลานาน 100 กว่าปี เห็นจะได้...ต่อมาก็ได้เผยแพร่เข้ามาช่วยคนพิการในภาคเอเชีย เช่น ไทย ลาว กัมพูชา เป็นต้น และประเทศไทย สมาคมโดสะโฮ เข้ามาช่วยติดต่อกันเป็นระยะเวลา 10 ปีแล้ว โดยผ่านมูลนิธิเพื่อเด็กพิการเท่านั้น

TV 7.jpg

ฉันได้รู้จักและมีโอกาสเข้าค่ายโดสะโฮ ครั้งแรก เมื่อ 22-28 ธันวาคม 2545 ที่ค่ายห้วยน้ำใส จ.ฉะเชิงเทรา ...เราตื่นเต้นมากเมื่อรู้ว่ามีชาวต่างชาติมาช่วยเด็กพิการในเมืองไทย
มีความอยากรู้อยากเห็นไปหมดว่า
เค้ามากจากไหน มาช่วยยังไง ทำงานอะไรถึงมาช่วยได้
ได้เงินค่าจ้างมาช่วยหรือเปล่า

แล้วมาฝึกลูก...หลังฝึกลูกลูกจะป่วยหรือเปล่า
ไม่เคยเห็นลูกเลย...ลูกจะยอมให้ฝึกเหรอ
มีทุกคำถาม...เพราะยังไม่มั่นใจในตัวครูคนฝึก แต่เรามั่นใจในมูลนิธิ และคิดว่าประสบการณ์ของมูลนิธิ 20 ปี คงมากพอสำหรับความปลอดภัยของลูกหิน

TV 6.jpg

ครั้งแรกในการเข้า เมื่อปี 2545
เราต้องเตรียมอุปกรณ์ ข้าวของเครื่องใช้เยอะมาก เพราะต้องใช้ชีวิต...อยู่ในค่าย 7 วัน 7 คืน มีดังนี้
เรื่องอาหารของลูก ทั้งของสดของแห้ง ที่ต้องดูแลไม่ให้บูดเน่า
เรื่องยาของลูก สารพัดที่ใช้ประจำและชั่วคราว
เรื่องเสื้อผ้ากันหนาว เพราะไปสิ้นเดือนธ.ค. หนาวพอดี และที่นอนหมอนมุ้ง เรื่องอุปกรณ์เกี่ยวกับรถเข็นต่างๆ
สบู่ ยาสีฟัน ผงซักฟอก และอื่นๆ อีกมากมาย สารพัดที่ต้องจัดเตรียม
ค่าย จะให้ความสำคัญ 3 เรื่องใหญ่


1) การฝึกเด็ก : โดยครั้งแรกอาจารย์ญี่ปุ่น ต้องมาทดสอบร่างกาย ของเด็กก่อน เด็กเกร็งส่วนไหน ต้องแก้ไขอะไรก่อน ต้องระวังอะไรบ้าง? อาจารย์จะทำการบ้านกับเด็กเยอะมาก โดยก่อนที่เด็กจะเข้าค่าย พวกท่านต้องรู้ประวัติ การเกิด การพิการ การคลอด และอื่นๆ ที่สำคัญกับเด็ก และวิธีทดสอบของท่านก็จะใช้ความระมัดระวังเป็นอย่างยิ่ง เพราะสังเกตุจากการสัมผัสที่นุ่มนวลจากฝ่ามือ

ซึ่งหลังจากเช็คร่างกายเด็กแล้ว...สิ่งต่อไปนี้ ถ่ายทอดให้แม่ได้รู้ และเข้าใจอย่างลึกซึ้ง เพราะอาจารย์จะย้ำมาก ถ้ามีข้อสงสัยให้ถามได้ทันทีเพราะถ้าท่านกลับญี่ปุ่นไปแล้ว จะไม่สามารถตอบได้ และให้ผู้ปกครองทุกคนกอบโกยความรู้ที่ท่านตั้งใจมาถ่ายทอดอย่างเต็มที่ ในค่ายใหญ่ เด็กจะถูกฝึกวันละ 3 ครั้งครั้งละ 40 นาที โดย 1 อาทิตย์ ฝึกทั้งหมด 15 ครั้ง ซึ่งอาจารย์ให้ความสำคัญในการถ่ายทอดความรู้ให้แก่พ่อแม่มาก และก่อนกับญี่ปุ่นอาจารย์ทุกคนมีเป้าหมายเหมือนกันว่า ภายใน 15 ครั้งที่มีการฝึกเด็กๆนี้ ต้องทำให้พ่อแม่มั่นใจในการฝึกลูก เพื่อนำไปฝึกที่บ้านต่อได้โดยไม่มีปัญหา ดังนั้นอะไรที่เป็นข้อสงสัย เป็นคำถาม อาจารย์จะย้ำตลอดเวลา ให้ถาม หาความรู้ กลับบ้านให้มากที่สุดเท่าที่จะทำได้ ฉันเห็นความตั้งใจ ของอาจารย์ทุกคนที่มาให้ความรู้ จึงเรียนการฝึกโดสะโฮ ด้วยความตั้งใจ ให้สมกับความเสียสละที่อาจารย์มีให้เท่านั้นยังไม่พอ

2) การฝึกผู้ใหญ่ : หมายถึง เมื่อเราฝึกเด็ก แล้ว ครูจะมาถ่ายทอดผู้ใหญ่กับผู้ใหญ่ เพื่อให้รับรู้น้ำหนักว่า สิ่งที่เราฝึกลูกมันแรงไปไหม มันเจ็บไหม มันต้องระวังอะไรบ้าง เอาตัวเองเป็นบททดสอบ ก่อนที่จะไปฝึกกับลูกของเราจริงๆ ซึ่งตรงนี้รู้สึกดีมากเพราะเด็กพิการทางสมองไม่สามารถบอกหรือสื่อสารกับเราได้ทุกคน ดังนั้นเราจึงจำเป็นต้องรับรู้ ความรู้สึกนี้ก่อนถึงจะนำไปฝึกลูก เช่น

ลูกหินได้รับท่ายืนเข่า ตอนแรกฉันให้ลูกหินยืนเข่าประมาณ 5-10 นาทีคิดว่าคงไม่เป็นไร แต่พอช่วงผู้ใหญ่ฝึกผู้ใหญ่แล้วอาจารย์ให้เรายืนเข่าเท่าๆ กับที่ลูกยืนเข่า ปรากฏว่าเจ็บเข่ามาก เพราะน้ำหนักเราไปลงที่หัวเข่าซึ่งหัวเข่าธรรมชาติไม่ได้สร้างมาไว้เพื่อยืน อาจารย์ย้ำว่าการยืนเข่าควรยืนเพียง 2-3 นาที ก็พอ ไม่อย่างนั้นเด็กจะเจ็บไม่อยากมาฝึกอีก ทำให้ฉันเข้าใจได้อย่างรวดเร็วเพราะโดนซะเอง ในการฝึกผู้ใหญ่กับผู้ใหญ่ไม่เพียงแต่ฝึกให้เรารู้ทักษะก่อนเท่านั้นยังให้โอกาสถามทุกปัญหาที่ข้องใจ เช่นลูกเป็นโรคหัวใจฝึกได้ไหม เด็กเจาะท้องต้องระวังอะไร ฝึกทำยังไงถึงจะได้ผล ถ้าฝึกแล้วชักจะทำยังไง เด็กเกร็งมากจะฝึกได้ไหม จะนั่ง จะยืน จะเดินได้ไหม หลังฝึกโดสะโฮ สารพัดคำถามที่พ่อๆ แม่ๆ ถามค่ายใหญ่ มีการฝึกผู้ใหญ่ถึง 9 ครั้ง ครั้งละ 50 นาที เท่านี้ยังไม่พอ

TV 15.jpg

3) การสรุปผลการฝึก : อาจารย์ญี่ปุ่นจะให้ความสำคัญ เรื่องการประชุมสรุปเป็นอย่างมากเพราะทุกๆวันต้องมีการประชุมถึง 3 รอบ

รอบแรก: ประชุมกลุ่มย่อย เพื่อเปิดโอกาสให้แม่ๆ ได้ซักถามหรือแนะท่าทางที่ไม่มั่นใจ

รอบสอง : ประชุมกลุ่มใหญ่ เพื่อให้ปัญหากลุ่มย่อย มาแลกเปลี่ยนความรู้ในกลุ่มใหญ่ให้ได้ประโยชน์กันทุกคน

รอบสุดท้าย: เป็นการประชุมวิทยากรเพื่อช่วยกันแก้ปัญหาของเด็กทุกๆคนเหมือนเอาปัญหามาช่วยกันยำเพื่อช่วยกันแก้ปัญหาของเด็กแต่ละคน

ซึ่งการทำงานทุกขั้นตอนของอาจารย์ญี่ปุ่น เข้มข้นทุกขั้นตอน เพื่อเป้าหมายให้เด็กของเราดีขึ้นให้เห็นภายใน 7 วัน ซึ่งบางคนมาเดินไม่ได้พอ ฝึกในค่ายสามารถเดินได้ ซึ่งทำให้ พ่อๆแม่ๆ ที่มาฝึกตื้อตันใจในความทุ่มเทที่มีให้กับพวกเรา
ค่ายใหญ่จะมีการประชุมทั้งหมด 19 ครั้งด้วยกัน
เหตุผลนี่แหละ...ที่ทำให้ญี่ปุ่นเจริญ
ไม่แปลกใจเลย ทำไมญี่ปุ่นถึงพัฒนากว่าประเทศไทยอย่างรวดเร็ว ฉันเองได้สัมผัสการทำงานของท่านวิทยาการทั้ง 9 คน รู้เลยว่า...ทำไมเค้าถึงเจริญ

เรื่อง : เวลา
ค่ายมีกิจกรรมแน่นตลอดทั้งวัน...ดังนั้นทุกคนที่มาในค่ายต้องตรงต่อเวลากันมาก พอถึงเวลาฝึกวันแรกๆ ด้วยความที่เป็นคนไทย จะไปช้ากว่าอาจารย์ที่มาฝึกเสมอประมาณ 5-10 นาที ทำให้อาจารย์ต้องรอ...พอจบกิจกรรมมีการสรุปประชุมทุกคนจะโดนต่อว่าเรื่องเวลา...และโดนบังคับให้ครั้งต่อไปต้องตรงเวลา โดยต้องหาคนควบคุมเวลา คนเร่ง ผู้ปกครองและเด็กๆ เมื่อใกล้จะถึงเวลาหรือก่อนเวลา 2-3 นาที
ท่าน โชโซ โคะนิชิ เป็นศาสตราจารย์กิตติมศักดิ์ มหาวิทยาลัยครูโอซาก้า บอกว่าการตรงต่อเวลา ทำให้กิจกรรมในค่ายเป็นไปตามแผนที่วางเอาไว้ เด็กและผู้ฝึกจะได้รับประโยชน์อย่างเต็มที่ ตามเป้าหมายที่วางเอาไว้
วันต่อมา ทุกคนเริ่มรับผิดชอบ ในการตรงต่อเวลา...ฉันเข้าค่าย มา 3-4 ครั้ง ทุกครั้งที่เข้าก็รู้สึกว่าเวลาทุกนาทีช่างมีค่าเหลือเกิน เพราะต้องฝึกทั้งตัวเอง ฝึกทั้งลูก เก็บความรู้ที่อาจารย์ทุกท่านมอบให้ เวลาว่างต้องรีบทำกับข้าวให้ลูก ล้างขวดนม อาบน้ำลูก อาบน้ำตัวเอง ซักผ้า ฯลฯ เราต้องทำให้เสร็จก่อนที่จะมีกิจกรรมช่วงต่อไป เพราะต้องรักษาเวลาในค่ายด้วย

Image_1.jpg

เรื่อง : ความเสียสละของวิทยากรญี่ปุ่น

Image_2.jpg

ฉันเพิ่งรู้จักโดสะโฮ 5 ปี แต่รู้ว่ากลุ่มวิทยากรได้มาเข้าค่ายในเมืองไทย 10 กว่าปี แล้ว และท่านจะมาให้ 2 ครั้ง ใน 1 ปี คือช่วงสิงหาคม และธันวาคม ซึ่งเป็นวันหยุดพักผ่อนสำหรับประเทศญี่ปุ่น แต่ท่านไม่หยุดพักผ่อน

Image_3.jpg

กลับเลือกที่จะมาช่วยเด็กพิการในไทย ครั้งแรกฉันคิดว่าท่านคงเป็นเจ้าหน้าที่ที่รับผิดชอบในงานโดสะโฮ มันไมใช่ทุกคนมีงานทำเหมือนๆ กับเรา และเสียสละเวลาที่เหลือจากงาน มาช่วยอย่างจริงจัง เท่านั้นยังไม่พอ ท่านมาช่วยที่เมืองไทย ฉันคิดว่าอย่างน้อยก็มีค่าเหนื่อยบ้างในการเดินทาง

Image_5.jpg

ท่านกับไม่ได้เลย แถมยังต้องเก็บเงินเองเป็นค่าเดินทางไปกลับ ไทย-ญี่ปุ่น แล้วไม่ได้ทำแค่ ปี 2 ปี ทำมานานแล้ว สำหรับเมืองไทยท่านมาช่วย 10 กว่าปีแล้ว และสิ่งที่ฉันสัมผัสได้จากท่านคือ ความมุ่งมั่นตั้งใจ ช่วยเด็กพิการทุกคนโดยไม่รังเกียจเด็ก

Image_4.jpg

แม้บางคนน้ำลายจะไหลย้อยเปรอะบนมือก็ตาม ยังไม่เคยเห็นท่านทำท่าทางรังเกียจสักครั้งเดียว มีแต่จะช่วย ช่วย ช่วย ให้ความรู้อย่างเต็มที่ พยามยามกระทู้ให้แม่ๆ ตั้งคำถามใหม่ๆ เพื่อตัวเองเสมอ

Coichi.jpg

ท่านโชโซ โคะนิชิ ชายวัยอายุ 70 กว่าปี หน้าตาเป็นคนแก่ใจดี ผมขาวโพลนทั้งหัว ดวงตาทั้งยามหลับและยามตื่นดูเหมือนจะไม่ค่อยแตกต่างกัน เพราะด้วยอายุที่มากทำให้หนังตาเหี่ยวมาปกคลุมดวงตา เลยทำให้มองไม่ค่อยออกเลยว่าท่านหลับหรือตื่น จะรู้ก็ตอนที่ท่านนั่งเฝ้าพวกเราแล้วสัปหงก...ด้วยความอ่อนเพลีย นั่นแหละคือกำลังหลับอยู่ ท่านบอกว่าการมาช่วยฝึกค่ายโดสะโฮในประเทศไทย ทำให้ท่านมีสุขภาพแข็งแรง และเมื่อเด็กๆของพวกเราดีขึ้นนั่นคือกำไร ของชีวิตที่เหลือและต้องเดินทางมาเมืองไทยทุกปี เพราะคิดถึงหลานๆ ทุกคนในเมืองไทย

majuy.jpg

ฉันฟังแล้ว...หัวใจมันพองโตอย่างบอกไม่ถูก ครั้งหนึ่งเมื่อลูกหินเข้าค่าย ถูกฝึกอย่างหนัก ลูกหินไม่สบายตัวร้อน เลยทำให้วันนั้นฉันไม่ค่อยฝึกลูก ก็ปล่อยให้นอนพักในขณะที่เพื่อนๆในกลุ่มกำลังฝึกอย่างขะมักเขม้น ท่านโคะนิชิ ค่อย ๆ เดินอย่างช้าๆ มาหาลูกหิน ท่านเป็นหมอมาก่อน มาลูบจับลูกหินอย่างอ่อนโยน เพื่อฝึกโดสะโฮ เพราะโดสะโฮคือการสัมผัสอย่างนุ่มนวล ท่านจับมือฉัน เพื่อที่จะสอน แล้วไปจับขาหนีบของลูกหินที่แข็งแกร่งเหมือนท่อนไม้ สอนวิธีลงน้ำหนักอย่างนุ่มนวล ในขณะที่ลูกหลับ ท่านบอกฉันว่า แม้ป่วยก็ฝึกได้ จะยิ่งทำให้เด็กสบายตัว

Sakaki.jpg

ฉันอยากจะไปกราบแทบเท้าของอาจารย์ที่ทุ่มเทเสียสละได้มากถึงเพียงนี้ และนี่คือตัวอย่างความเสียสละ และบอกกับตัวเองว่า วันหนึ่งที่สะสมความรู้มาพร้อมเมื่อไหร่ ฉันต้องเปลี่ยนจากผู้รับมาเป็นผู้ให้บ้าง...จะทำอย่างท่าน
มันเป็นต้นแบบแห่งความเสียสละ โดยไม่หวังสิ่งตอบแทน
หลายต่อหลายเรื่อง ที่ฉันเป็นผู้รับมาโดยตลอด ต้องหันมามองดูตนเอง
ที่เราได้รับความรู้ ความเอื้ออาทร จนอิ่มเอมหัวใจ และรู้สึกได้ว่า... เมื่อพร้อมวันหนึ่ง ฉันต้องเป็นผู้ให้อย่างไม่มีข้อแม้ ขอแค่ไม่ทำให้ตัวเองและคนอื่นเดือดร้อน ฉันจะให้...โดยไม่หวังสิ่งตอบแทนเลย

มันเป็นรากเง้าที่ฝังอยู่ในหัวใจมาเท่าๆ กับอายุของลูกหิน ลูกหินโชคดีที่มีโอกาสได้เข้าค่ายที่โดสะโฮ ค่ายแห่งความทุ่มเท เสียสละของคนต่างชาติและมูลนิธิเพื่อเด็กพิการ เพื่อหวังให้เด็กดีขึ้น เมื่อเราได้รับโอกาสอันทรงคุณค่ามันจึงเป็นหน้าที่ของฉันที่จะต้องให้โอกาสกับเด็กพิการคนอื่นๆ ด้วยหัวใจอย่างมุ่งมั่น โดยไม่ต้องการเงินทองเป็นของตอบแทน แต่สิ่งหนึ่งที่ทำให้ฉันหายเหนื่อยได้คือ เด็กๆ ได้รับโอกาสที่ดีเหมือนลูกหิน

ความสุขที่เกิดจากการให้...มันอิ่มเข้าไปในหัวใจ ยากที่จะบอกออกมาเป็นคำพูดได้ หรืออย่างที่เค้าว่ากันว่า “ความดีไม่มีขาย อยากได้ต้องทำเอง” .......ฉันรักครูของฉัน

ไม่มีความคิดเห็น: