และเพิ่มความแข็งแรงของกล้ามเนื้อให้ดีขึ้น
แต่การที่จะฝึกยืนนั้นต้องพิจารณาถึงตัวเด็กว่ามีความพร้อมหรือไม่
เพราะถ้ามีข้อสะโพกเกร็งหนีบ ข้อเข่าติดงอ ข้อเท้าเกร็งจิกลง
ต้องได้รับการผ่าตัดแก้ไขก่อนจะฝึกยืน
นอกจากนี้ยังต้องคำนึงถึงความคาดหวังและความพร้อมของผู้ดูแลด้วย
เพราะการฝึกยืนต้องใช้ระยะเวลาในการฝึก ผู้ดูแลบางรายอยากดูแลให้ผู้ป่วยไม่มีภาวะแทรกซ้อนเท่านั้น
แต่บางรายอยากให้ผู้ดูแลสามารถเดินได้ก็พร้อมที่จะให้เวลาแก่เด็กในการฝึกยืน ในเด็กที่เริ่มฝึกยืนและเดิน
ควรพิจารณาใช้ กายอุปกรณ์เสริม* เพื่อช่วยควบคุมการเกร็ง และเพิ่มความมั่นคงของเท้าและขา
เช่น การเสริมรองเท้า สปริงเท้า เป็นต้น
*(กายอุปกรณ์ หมายถึง อุปกรณ์ในการช่วยบังคับยส่วนต่างๆ ของร่างกาย ไม่ให้ผิดรูปจากไปจากคนปกติ
เช่น สปริงขา และเท้า ก็คือ อุปกรณ์บังคับมือและเท้าให้อยู่ในรูปปกติ )
1. เพื่อช่วยแก้เท้าที่ผิดปกติ
2. เพื่อควบคุมการจิกเกร็งของข้อเท้าและการเกร็งแอ่นของเข่า
3. เพื่อควบคุมการงอของเข่า และสะโพก
(ขอบคุณคุณวรรณภา...จากคณะแพทย์ศาสตร์โรงพยาบาลรามาธิบดี ที่ให้ข้อมูล มาเผยแพร่ในเว็บด้วยค่ะ)
กระดูกจะแข็งแรง และเติบโตได้ เพราะเราสามารถลงน้ำหนักได้เต็มฝ่าเท้า แต่เด็กสมองพิการไม่สามารถยืนได้ถูกต้องด้วยตัวเองเพราะสมองส่วนควบคุมกล้ามเนื้อทำงานผิดปกติ ทำให้ยืนเองไม่ได้ และอนาคตอาจเป็นโรคกระดูกเปราะบาง แตกหักได้ง่าย
ดังนั้น การฝึกยืน จึงเป็นเรื่องจำเป็นสำหรับเด็กพิการมาก เพราะถ้าวันนี้เรายังไม่ป้องกันโรคเหล่านี้ สักวันต้องพบกับปัญหาโรคกระดูกพรุนอย่างแน่นอน
เป้าหมายของลูกหิน การฝึกยืนไม่ใช่เพื่อให้เดินได้ แต่เพื่อป้องกันโรคกระดูกพรุน ดังนั้นพ่อแม่ควรรู้ว่าทำไมเราจะต้องฝึนให้ลูก เพราะอะไร
ตัวอย่าง และวิธีการยืนของลูก
1. ก่อนและหลังยืนทุกครั้งต้องนวดเสมอ เพื่อให้กล้ามเนื้อคลายตัวทั้งก่อนยืนและหลังยืน
2. ใส่ถุงเท้า เพื่อป้องกันการเสียดสีผิวของลูกกับรองเท้าฝึกยืน
3. รองเท้าฝึกยืนของลูก จะสังเกตุว่าความสูงของส้นเท้าไม่เท่ากัน ด้านซ้ายส้นเท้าสูงกว่า เพราะข้อสะโพกหลุดไป 3 ซม.
เวลายืนจะไม่เท่ากัน ดังนั้นรองเท้าต้องเสริมให้เวลายืนพอดีกัน
4. จากนั้นก็จับใส่ ตามรูป
5. ใส่เสร็จทั้ง 2 ด้านแล้ว เป็นแบบนี้
6. อุ้มไปทิ้วฝึกยืน (ทิ้วคือ อุปกรณ์ฝึกยืนสำหรับคนพิการที่ยืนเองไม่ได้)
7. ถึงทิ้วฝึกยืนแล้ว วางลูกให้ตรงกลางทิ้ว
8. ทิ้วฝึกยืน จะมีที่รัด 3 ระดับ คือ ตรงเข่า สะโพก และหน้าอก
9. ใช้หมอนข้างยาว 3 ใบ โดย 2 ใบแรก ขนาบไว้ข้างลำตัว อีกใบใส่ไว้ตรงกางขา เพื่อบังคับให้ขาตรงไม่บิวเบี้ยว
10. เมื่อรัด 3 ระดับแล้ว ให้รัดระดับอกหลวมที่สุด เพื่อป้องกันลูกหายใจไม่สะดวก
11. เมื่อจัดดีแล้ว หมุนปรับระดับไปที่ 45 องศาก่อน
12. ให้หมุนไปที่ระดับ 45 องศา แล้วหยุด...จากนั้นกลับมาเช็กการยืนที่ถูกต้องของลูกใหม่อีกครั้ง โดยเฉพาะบริเวณหัวเข่า ต้องแน่ใจว่าเข่าลูกไม่งอ และอยู่ในท่ายืดเข่าตรง
13. จากนั้นกดตรงบริเวณหัวไหล่อีกครั้ง เพื่อให้น้ำหนัก ลงไปถึงบริเวณฝ่าเท้าจริงๆ
14. จากนั้นปรับระดับไปที่ 75 องศา
15. เสร็จแล้ว พรีเซ็นเตอร์ คนเก่งของเรา ร้องไห้ แงๆๆๆ
ข้อควรระวัง
1. เมื่อยืนแล้ว ต้องเช็กให้ดีว่าลูกยืนหัวเข่ายืดตรงไหม ถ้ายืดไม่ตรง โดยที่หัวเข่างอในขณะที่ลูกยืน จะทำให้กระดูกเบี้ยวผิดพลาดและเจ็บ
ตรงบริเวณหัวเข่าแทน เพราะน้ำหนักลงผิดที่
2. ไม่ควรยืนเกิน 40 นาที สามารถยืนได้บ่อยๆ หรืออย่างน้อยควรยืนวันละครั้ง เพื่อป้องกันกระดูกเปราะในอนาคต
3. ตรงสายคาดหัวเข่า เวลาดึงออกให้ใช้มือกดไว้ก่อน เพราะตอนยืนเอ็นตรงใต้เข่าจะดึงมาก ดังนั้นเวลาดึงสายออกจึงต้องใช้มือกดแทนไว้ก่อน จากนั้นก็ค่อยๆ ดึงมือออกเบาๆ เพื่อให้กล้ามเนื้อส่วนข้อเข่าได้ผ่อนคลาย เด็กจะได้ไม่เจ็บ

ไม่มีความคิดเห็น:
แสดงความคิดเห็น