ฉัน...สามี และลูกหิน พวกเราพึ่งมีความสุข ในการพาลูกหินไปเที่ยวพัทยา เมื่อวันสงกรานต์ที่ผ่านมา กับการใช้ชีวิตปกติเหมือนคนธรรมดาทั่วๆ ไป โดยไม่เคยคิดว่าลูกของเราป่วยหนัก พิการหนัก แต่อย่างใด แต่ก็แอบกังวลอยู่บ้าง กลัวว่าการไปเที่ยวจะทำให้ลูก...ป่วย... แต่ที่ไหนได้ ลูกหินนอนหลับ แถมเลี้ยงง่ายกว่าอยู่บ้านตั้งเยอะ เพราะสังเกตุได้ว่า ลูกหินกินง่าย นอนง่าย หลับสบายตลอดทั้งคืน ไม่ตื่นเลย แม้กระนั้นเราก็ไม่เคยละเลยกิจวัตรประจำวันที่สำคัญของลูก ไม่ว่าจะอยู่ที่บ้าน หรืออยู่ที่ไหนๆ ฉันและสามี เราก็ทำกิจวัตรประจำวัน สม่ำเสมอ จนครั้งนั้นฉันได้พบเคล็ดลับความสุขมากมาย สำหรับลูกและครอบครัวคนพิการอย่างเรา
พอกลับมาจากพัทยาไม่นาน ... ลูกหินก็มีสิ่งผิดปกติเกิดขึ้น มันเป็นอาการใหม่ๆ แปลกๆ ที่ฉันไม่เคยเห็นมาก่อน ลูกหายใจยากขึ้น หายใจติดๆ ขัดๆ และยิ่งเวลากลางคืน ก็จะกรนเสียงดังมาก คราวกับผู้ใหญ่ก็ไม่ปาน ซึ่งจริงๆ แล้ว มันเหมือนอาการธรรมดาของคนทั่วๆ ไป แต่ฉันคิดว่า อาจมีอะไรมากกว่าที่เห็น เพราะสำหรับลูก เราประมาทไม่ได้แม้เสียววินาที
กลางคืนฉันเฝ้านอนดูอาการ...หลับบ้าง ไม่หลับบ้าง เพื่อฟังเสียงลูกกรน บางทีก็มีหยุดหายใจประมาณ 3-5 วินาที บางทีก็หายใจเข้า 3 ครั้ง หายใจออก 1 ครั้ง เหมือนมีอะไรไปกั้นรูจมูกลูก ฉันต้องคอยจับพลิกตัว บางทีก็ปลุกให้ตื่นขึ้นมาหายใจบ้าง เพราะกลัวลูกจะหยุดหายใจไปเฉยๆ
ส่วนกลางวันก็ไปทำงานตามปกติ ...จน... ร่างกาย ฉันเริ่มอ่อนเพลีย อ่อนล้า ลง อย่างเห็นได้ชัด แต่ใจก็ยังสู้อยู่ เพราะรู้ว่าต้องมีอะไรใหม่ๆ ที่ยังไม่รู้แน่ๆ คงเป็นโรคใหม่ อาการใหม่ๆ ที่ยังไม่คุ้นเคย ได้แต่เฝ้าดู และเก็บอาการความเคลื่อนไหนของลูกทุกลมหายใจ เพื่อเป็นข้อมูลไปหาคุณหมอ....จากนั้น
ฉันเริ่มหาหมอเฉพาะทาง แผนก ตา คอ หู จมูก ในเด็ก ....ต้องรู้ให้ได้ว่าลูกหินเป็นอะไรกันแน่ ทำไม หายใจยากขนาดนี้ลูกแม่...และคิดว่าคงต้องใช้พลังมาก ทั้งแรงกาย และแรงใจ กลางวัน ทำงาน กลางคืน นอนเฝ้าเก็บอาการของลูก พอว่างปุ๊บก็ต้องคิดหาวิถีทางที่จะรักษาลูก เป็นแบบนี้ มา 2 อาทิตย์...จน... วันจันทร์ที่ 30 เมษายน 2550 ฉันมีนัดกับเพื่อนที่เค้าอยากช่วยทำหนังสือของลูกหินเพื่อเผยแพร่ให้หลายๆ คนได้รับรู้ เค้าน่ารักมาก ยินดีช่วยเต็มที่ และฉันซิสมองไม่ค่อยสั่งงานสักเท่าไหร่ เพราะเหนื่อยและเพลียเหลือเกิน
หลังจากเสร็จธุระกับเพื่อน ฉันรู้สึกแย่มาก คิดว่าตัวเองหิวข้าว ก็รีบไปกิน พอกินปุ๊บ ยิ่งแย่เข้าไปใหญ่ ...จึงรีบขับรถกลับบ้าน เท่านั้นแหละ อาการทุกอย่างทรุดหนักลงไปอีก เวียนหัว อยากอ้วก แต่ฉันกำลังขับรถอยู่คนเดียว ถ้าจะจอดขอความช่วยเหลือก็กลัวจะเจอคนไม่ดี จะโทรหาสามี ก็ไม่ทันการ ทำอะไรไม่ถูกแล้ว รู้อย่างเดียวว่า ต้องรีบขับไปร.พ.ที่ใกล้ที่สุด นั่นแหละคือทางรอด แต่สิ่งที่น่ากลัวที่สุดในชีวิตคือ อุบัติเหตุ ฉันกลัวมันมาก และไม่กล้าคิด...เพราะคืนนั้น ฝนตกหนัก รถติดมาก ฉันขับรถเหวี่ยงไป เหวี่ยงมา ราวกับคนเมาแล้วขับ ก็มันไม่สติแล้ว จะทำยังไงดี บอกตัวเอง พยายามรวบรวมสติครั้งสุดท้าย ประคองรถไม่ให้เกิดอุบัติเหตุเท่านั้น... น้ำตาเริ่มไหล อาบ 2 แก้ม ฉันต้องทำให้ได้ ต้องผ่านครั้งนี้ไปให้ได้ น้ำตาเป็นเพื่อนที่ดีในยามเศร้า มันทำให้ฉันคลายเครียดลงไปได้บ้าง
คุณพระเจ้าขา...ช่วยคุ้มครองลูก...ให้ไปถึงร.พ. อย่างปลอดภัยด้วยเถอะเจ้าค่ะ นั่นคือสิ่งที่ฉันภาวนาตลอดทาง
ฉันมาถึงร.พ.อย่างปลอดภัย ด้วยอาการสบักสบอม เหมือนลูกหมาตกน้ำ หมอบอกว่า ร่างกายเสียสมดุลย์ อาจจะพักผ่อนไม่เพียงพอ ในใจตอบหมอว่า ถูกต้องแล้วคร๊าบ บบบบ เพราะไม่ได้นอนมา 2 อาทิตย์เต็มๆ ฉันนอนร.พ. 3 วัน 2 คืน กลับมาบ้านอย่างปลอดภัย แต่อาการของลูกยังไม่ได้รับการแก้ไข ...ลูกยังคงหายใจไม่ออกเช่นเคย
เราพาลูกไปหาหมอที่ฉันสืบเสาะมาแล้วว่า ดี และเก่งระดับหนึ่ง ผล : ยังเกาไม่ถูกที่คัน เลยต้องไปหาอีกหมอ คือหมอระบบทางเดินหายใจในเด็ก แต่ก็สามารถช่วยทุเลาอาการของลูกได้บ้าง หมอท่านแรกบอกว่า ต่อมอดีนนอยโตแต่ไม่มากจนไปเบียดทางเดินหายใจ เพราะดูจากฟิล์มเอกซ์เรย์ เลยให้ยาพ่น เพื่อให้ยุบลงบ้าง แต่ต้องไปพบหมออีกท่าน
5 พ.ค. 2550 พบหมอทางเดินหายใจในเด็ก เราเข้าไปคุยประมาณ ครึ่งชม. เห็นจะได้ ก็ได้ประจักว่าลูกหินเป็นอะไร !!
ลูกหินเป็นเด็กสมองพิการ ทำให้เคลื่อนไหวตัวเองไม่ได้ นั่งเองไม่ได้ เดินไม่ได้ พูดไม่ได้ กินเองก็ไม่ได้ สื่อสารอะไรไม่ได้ทั้งนั้น นอกจากนี้แล้ว ยังทำให้เป็นอีกหลายๆ โรคในอดีตที่เจอมาแล้ว เช่น ตับอักเสบ กระเพาะปัสสาวะอักเสบ เกร็ดเลือดต่ำไม่ทราบสาเหตุ และอื่นๆ อีกมากมาย แต่สิ่งที่เกิดขึ้นล่าสุด ก็คือ ลูกหินจะหายใจเองไม่ได้ อาจต้องเจาะคอเพื่อช่วยในการหายใจ ทำไมโรคนี้ ช่างโหดร้ายกับหนูจังเลยลูก หนู เป็นมากขนาดหายใจเองไม่ได้เลยหรอ
หมอบอกว่า กล้ามเนื้อคออ่อน ไม่แข็งแรง เลยไปปิดทางเดินหายใจ จึงหายใจลำบาก ก็เพราะสมองเสียนั่นเอง สมองทำให้คอไม่แข็ง คอไม่แข็ง เลยเป็นกล้ามเนื้อที่อ่อนปวบเปียก ไปปิดทางเดินหายใจ... มีอะไรที่ยากกว่านี้ไหม...มันเจ็บจนชินชาไปหมด เหมือนคนโดนตบหน้า ที่ตบซ้ำแล้ว ซ้ำเล่า จนตบเท่าไหร่ก็ไม่เจ็บ .. ฉัน น้าจิตร สามี อาการเดียวกัน คือ อึ้ง พูดไม่ออก
ฉันไม่เศร้า... แต่มันชาๆ พูดไม่ออก บอกไม่ถูก ในใจมีแต่การต่อสู้... สู้อย่างไม่มีข้อแม้...บอกลูกว่า ไม่ต้องกลัว ลูกหินเชื่อใจแม่น่ะ แม่จะขอสู้กับโรคใหม่ของหนูอีกสักตั้ง แม่ต้องชนะ แม่จะหาความรู้ จากทุกที่ ทุกทาง เพื่อช่วยหนู ให้หายใจสะดวก โดยไม่ต้องเจาะคอ แม่ทำสำเร็จมาตั้งหลายเรื่องแล้วและครั้งนี้ แม่ต้องชนะให้ได้หนูกล้ามเนื้อคอไม่แข็งแรงแม่ต้องให้หนูคอแข็งให้ได้
หลังจากรู้...ว่าลูกชาย เป็นอะไร ทำไมหายใจ หายคอ ไม่ออก พวกเราก็ถึงบางอ้อ...
ว่าเกิดจากสมอง ส่วนควบคุมการหายใจ มีปัญหาเช่นกัน...
เห็นโจทย์แล้ว...เวลาต่อจากนี้ คือเวลาแก้ปัญหาเท่านั้น...
โชคดีที่ตั้งแต่ลูกหินเกิดมา...ไปฝึกที่ไหนๆ แม่จะนำวิดีโอ ติดตัวเสมอ จะถ่ายวิดิโอ...อัดเก็บเป็นเรื่องเป็นราว ตลอด 5 ปีเต็ม จึงมีวิธีการต่างๆ มากมายที่สามารถนำกลับมาดูได้อีก
วันที่ 10 พ.ค. 2550 เป็นวันเตรียมงานสำหรับ ...โรงเรียนบ้านแม่นก เชื่อมั้ย...วันนั้น เหนื่อยมากๆ เพราะ
1. วันนั้นงานบริษัทเยอะมาก
2. งานส่วนตัวก็เยอะ แยะ เต็มไปหมด
3. ทำสรุปเอกสาร และอัดวิดีโองานเก่าที่ผ่านมา เพื่อให้วิทยากร พร้อมบทสรุป
4. จัดเตรียมความพร้อม สำหรับงานวันพรุ่งนี้ เช่น นัดนักกายภาพ, นัดกับผู้ปกครองทุกท่านที่จะเข้าร่วมงาม, เตรียมเรื่องน้ำ นม อาหารว่าง อาหารกลางวัน สำหรับเด็กและผู้ใหญ่ และอื่นๆ อีกมากมาย เพื่อให้งานสำเร็จลุล่วงไปด้วยดี และที่สำคัญ แม่ยอมเหนื่อยเตรียมงาน เพื่อให้ทุกๆ คน มีสมาธิกับความรู้ที่นักกายภาพนำมาทอดถ่ายให้ฟัง แล้วกลับไปใช้กับลูกให้มากที่สุด
พูดได้ว่า ทุกนาที...ผ่านไปอย่างมีคุณค่า
สุดท้าย คืนวันที่ 10 ฉันบอกสามีให้รีบนอน เพราะพรุ่งนี้เช้า ต้องตื่นมาจัดเตรียมสถานที่ช่วยน้าจิตร จากนั้น เราถึงจะไปทำงานกันตามปกติได้
เมื่อวันงานผ่านมาถึง ตอนเย็น ฉันโทรหาเพื่อนๆ ที่เข้ามาร่วมกิจกรรมครั้งนี้ว่า เป็นอย่างไรบ้าง เพราะตัวเองไม่ได้อยู่ทำกิจกรรมด้วย (ทั้งที่อยากอยู่ใจจะขาด แต่ต้องเก็บวันลาไว้ ที่สำคัญจริงๆ)
ผลออกมาว่า...ทุกคนพูดตรงกันว่า ดีมากๆ ได้ความรู้เยอะจริง รู้สึกถึงคุณค่าที่เจ้าหน้าที่จากร.พ.รามาธิบดี ตั้งใจมามอบให้...ซึ่งฉันก็ได้แต่รู้สึกดีตามเพื่อนๆ แต่ก็ยังไม่รู้ว่า ดีอย่างไร รู้แต่ว่าเอิบอิ่มหัวใจ ที่พวกเค้าชอบ โดยเฉพาะแม่แยม บอกว่าไม่เสียดายเวลาจริงๆ ที่หนีงานมาหาความรู้...เพราะฉันรู้ว่า เด็กๆ ทุกคน กว่าจะออกจากบ้านได้ พวกเค้าต้องเตรียมตัวมากขนาดไหน...เพราะฉะนั้น ฉันต้องให้เค้าได้ประโยชน์จริงๆ ไม่ใช่มาแล้ว ได้ความรู้แค่น้ำจิ้ม กลับบ้าน ...อย่างนั้นมันไม่มีประโยชน์เลย
พอกลับมาจากที่ทำงาน...ฉันเปิดวิดีโอ ที่ให้น้าจิตรถ่ายให้ดู ถึงได้รู้ว่า
โอ้โห...มันมีประโยชน์มากจริงๆ สำหรับเด็กพิการทางสมอง เพราะว่าคนที่มีพื้นฐานทางกายภาพแล้ว จะทำให้รู้ซึ้งเข้าใจอีก หรือสำหรับคนที่ไม่มีพื้นฐานเลย ก็จะเข้าใจว่า ทำไมมันถึงสำคัญมากที่เราต้องทำ... มีเกร็ดเล็ก กร็ดน้อย เต็มไปหมด แล้วที่สำคัญเราได้ความรู้หลายมิติ เพราะเพื่อนแต่ละคนปัญหาก็ไม่เหมือนกัน ต่างคนก็ต่างถามนักกายภาพจึงทำให้พวกเราช่วยกันเติมให้กันจนเต็ม
ลูกหินได้ท่ากายภาพ ให้กล้ามเนื้อคอแข็งแร็ง ที่ทั้งสามารถป้องกันและแก้ปัญหาในอนาคตที่ต้องถูกเจาะคอได้อย่างปลิดท้ิง...ท่าต่างๆ ของกายภาพ ทำให้ลูกหินไขมันคอน้อยลง คอแข็งแรงขึ้น...ปอดก็เลยพลอยแข็งแรงตามไปด้วย...
ฉันดูวิดีโอ แล้วแกะเอาข้อความสำคัญ ออกเป็นข้อๆ ในมุมของตัวเอง และยังคิดต่ออีกว่า จะทำวิดีโอ เป็น DVD แล้วจะส่งให้เพื่อน ๆ เผื่อลืม หรือไม่มีเวลาจด พอเห็นจะได้จำแม่นขึ้นมา คุ้มเหลือเกินกับแรงที่ตั้งใจทำ ตั้งใจให้...แค่คิด ฉันก็รู้สึกสุขใจอย่างบอกไม่ถูก
และสิ่งเหล่านี้แหละ ...?เป็นของขวัญอันล้ำค่า ที่ฉันทำ และมอบให้ตัวเองในวันเกิดที่ผ่านมา 13 พ.ค. 2550 ปีนี้ อายุ 35 แล้ว เป็นวันดี ที่เริ่มต้นอายุด้วยการทำความดี
มันเป็นเรื่องบังเอิญ หรือโชคเข้าข้างเรา ไม่รู้...เพราะลูกกำลังมีปัญหาเรื่องการหายใจ..ที่บ้านเรามีการจัดอบรม...กายภาพสำหรับเด็กๆ ทุกคนพอดี ...ฉันยังไม่ได้ถามแม่ๆ คนอื่นว่าหลังจากที่ได้โปรแกรมล่าสุดแล้วเป็นอย่างไรบ้าง เห็นก็แต่พัฒนาการของลูกคนเดียว
วันนั้นฉันพูดบอก ให้ลูกมั่นใจว่า แม่คนนี้ต้องค้นหาทางที่จะช่วยลูกไม่ให้โดนเคาะคอ...วันนี้มันเริ่มเป็นรูป เป็นร่างขึ้น..เราเริ่มแก้ปัญหาตรงจุดด้วยการภายภาพให้กล้ามเนื้อคอแข็งแรง ลดไขมันบริเวณลำคอให้น้อยลง
เรามาดูกันด้วยภาพดีกว่า ว่าท่าง่ายๆ เหล่านี้แหละที่สามารถทำให้ลูกไม่ต้องเจ็บตัว แม่ก็ไม่ต้องทรมานใจด้วย
จะให้ดีลงทุนทำเบาะสามเหลี่ยม โดยไปจ้างร้านทำเบาะทั่วๆไป เบาะที่แม่ทำประมาณ 500 บาท
ขนาดของเบาะสามเหลี่ยมที่บ้าน กว้าง 65 ซม. สูง 20 ซม. หนา 5 ซม.
จับตัวลูก โดยเน้นวางให้หน้าอกพอดีกับเบาะ เพราะการวางแบบนี้เด็กจะหายใจไม่ถนัด ทำให้เค้าต้องพยายามหายใจให้ได้
จึงทำให้ปอดแข็งแรงโดยปริยาย เป็นการป้องกันเรื่องเสมหะพันคอด้วอีกทาง
พยายามให้มือของลูกกางออก อย่าให้เค้ากำมือ เพราะเด็กต้องเรียนรู้ว่า มือจะใช้ได้ดีต้องกางออก
• ท่าที่ 1 มือด้านหนึ่งจับหน้าผากเด็ก มือของเราอีกด้านหนึ่งจับคาง แล้วนับดังๆ ให้ลูกรู้ว่าเรากำลังฝึกเค้าว่า หนึ่ง
• ท่าที 2 ค่อยๆยกคอลูกให้ขึ้น แต่อย่าพึ่งให้สุดคอ พร้อมนับ สอง ดังๆ
• ท่าที่ 3 ค่อยๆ ยกให้สุดคอ พร้อมใช้มือประคอง แล้วนับสาม ดังๆ
ทำท่า 1-3 แบบนี้ สัก 10 รอบ วันละหลายๆ ครั้ง โดยครั้งแรกๆ เราก็ทำนำล่องไปก่อน...แล้วหลังจากนั้น ลองนับแค่เสียง แต่ไม่ต้องช่วยยกให้ลูกทำเอง ต้องพยายามทำให้บ่อยๆ ลูกหินฝึกหลายเดือนกว่าเค้าจะยกได้เอง เพราะฉะนั้นเราต้องอดทนและรอคอยให้ลูกทำเองได้
เมื่อเค้าทำไม่ได้ ก็ไม่ต้องเสียใจ...จงทำไปเรื่อยๆ แล้วสักวันหนึ่งเค้าจะยกได้เอง ถ้าเราพยายามมากพอเหมือนลูกหิน
แต่ถ้าครอบครัวไหนไม่ค่อยมีทุนทรัพย์ในการหาเบาะสามเหลี่ยม ก็สามารถหาหมอนที่เราหนุนหัวอยู่เป็นประจำนี่แหละ ก็สามารถ
ใช้ทดแทนกันได้...และได้อย่างดีด้วย เราลองมาดูกันดีกว่า
เหมือนเดิม ก็พยายามวางเน้นหน้าอกของลูกวางไว้ตรงหมอน เพื่อที่เค้าจะได้พยายามหายใจ
เปลี่ยนจากข้อมือเป็น พยายามกางข้อศอกของลูกแทน เพราะหมอนไม่สูงเท่าแขน แต่สามารถฝึกได้ 3 เรื่องคือ
• ความแข็งแรงของข้อศอก
• ความแข็งแรงของปอด
• ความแข็็งแรกของกล้ามเนื้อคอ
• ท่าที่ 1
• ท่าที่ 2
• ท่าที่ 3
แม้ไม่มีเบาะสามเหลี่ยม แต่ก็ไม่พ้นความพยายามของแม่ ลูกหินก็สามารถชันคอได้เช่นกัน
แต่ถ้าครอบครัวไหน...สามาถทำได้ทั้ง 2 อย่าง ทั้งเบาะสามเหลี่ยม และหมอนด้วย ก็ยิ่งดี ลูกจะได้การฝึกที่แตกต่างกัน
ซึ่งเป็นผลดีคูณสองเลย
การชันคอของลูก คือการแสดงออกถึง เด็กมีการพัฒนการ...แม้หมอเคยบอกแม่ว่าลูกไม่มีความหวัง แต่เชื่อเถอะว่า
ความพยายามอยู่ที่ไหน ความสำเร็จอยู่ที่นั่น ไม่เว้นแม้กระทั่งเด็กที่หมอบอกว่า จะไม่มีพัฒนาการ
ถึงแม้ลูกของแม่จะฝึกได้ หรือฝึกไม่ได้ก็ตาม แต่นั่นไม่ใช่ประเด็นที่แม่หวังไว้ แม่หวังเพียงว่า วันนี้ได้ทำอะไรให้ลูกดีที่สุดหรือยัง
และแม่ได้ทำแล้ว...อดีตชั่งมันแม่ไม่สน...แม่จะทำปัจจุบันให้ดีที่สุดทุกๆวัน และก็ไม่สนใจอนาคตด้วยว่ามันจะเป็นอย่างไร
คิดแค่นี้ สุขใจแล้วเมื่อมีหนูมาเป็นลูกของแม่...
และนี่ก็คือผลจากความพยายามของแม่ครั้งแล้ว ครั้งเล่า
แต่แม่ก็แอบหวังว่า พ่อแม่ของเด็กพิการทุกๆ คน...คงอยากจะสู้ให้ลูกๆ ของเค้าบ้าง

ไม่มีความคิดเห็น:
แสดงความคิดเห็น