วันพุธที่ 29 สิงหาคม พ.ศ. 2550
บทที่ 01 สามใจ...ก่อน...ช่วยลูก
เด็กพิการ...แค่ทำให้มีชีวิตปกติเหมือนคนอื่นก็ยากแล้ว...ยิ่งทำให้ลูกมีความสุข ดีกรีความยาก ...ยิ่งเพิ่มทวีคูณเป็น 10 เท่า...แต่สุดยอดแห่งความปรารถนาของแม่ทุกคนคือ...เห็นลูกมีความสุข...ซึ่งไม่เว้นแม้แต่แม่ ที่มีลูกพิการหนัก...ก็เช่นกัน
ฉันเชื่อเสมอว่า...ความสามารถของเรา...จะไปไกลได้ เท่าที่เราคิดไว้..เมื่อคิดแล้ว...ฉันลงมือทำทันทีด้วย 3 ใจ

ใจแรก คือ...ทำใจ
เมืื่อลูกหินเกิดมาพร้อมกับอภิมหาความโชคร้าย คือ สมองเสียขั้นรุนแรงเพราะมีหินปูน มาแทนที่สมอง...สิ่งแรกคือฉันต้องทำใจยอมรับความโชคร้ายแต่ไม่ยอมแพ้ ...มันไม่ง่ายเลย...สำหรับฉัน แต่เราก็ต้องรีบตั้งรับอย่างรวดเร็ว...เรื่องแรก ที่ฉันต้องทำใจ ใช้เวลาเพียงวันเดียว...เพราะคร่ำครวญมากไป ก็ไม่ทำให้ชีวิตลูกดีขึ้นเลย..แต่ในทางกลับกัน เสียเวลารักษาลูกด้วยซ้ำ
ใจที่สอง คือ... ตั้งใจ
เรื่องนี้...ฉันใช้เวลามาก...ถึง 6 ปี ฉันตั้งใจ ทำให้ลูกทุกอย่าง ทุกทาง ที่เป็นวิธีรักษาลูก ใครบอกหมอดี เราไปหา ใครบอกยาดี เรายอมทุ่มเงินซื้อ เชื่อฟังคำปฏิบัติของหมอ ของพยาบาล ทุกอย่าง...ยอมเป็นนักเรียนที่ดี เสมือนหนึ่งศิษย์เชื่อฟังครูบาอาจารย์สั่งสอน ก็ไม่ปานฉันมีความตั้งใจ และมีความพยายามสูง ทั้งเข้ารับการอบรมบ่มนิสัย บ่มความคิด จากหลายๆ ที่ หลายๆ สำนัก
- เข้าอบรมฝึกเรียน พ่อแม่มือใหม่จาก มูลนิธิเพื่อเด็กพิการ 1 ครั้ง
- เข้าอบรมเรียนศาสตร์โดสะโฮของญี่ป่น (กายภาพญี่ปุ่น) ติดต่อกันนานถึง 5 ปี กับอาจารย์ญี่ปุ่น แห่งเมืองเกียวโต
- เรียนทักษะการกายภาพ จากนักกายภาพ สำหรับลูก ครั้งแล้ว ครั้งเล่า
- เปิดเวทีแลกเปลี่ยนความคิดเห็น ซึ่งกันและกัน ปีนึง 2 ถึง 3 ครั้ง
- เรียนทักษะการศาสตร์การนวดไทยใช้สำหรับเด็กพิการ
- ทุกครั้งที่ไปร.พ. จะขอความรู้จากหมอ จากพยาบาลเสมอ
- บทเรียนจากลูกหินป่วย กลับไปคิด หางทางป้องกันไม่ให้เกิดขึ้น.ก
และอื่น ๆ อีกมากมายที่เป็นแหล่งความรู้ เท่าที่ฉันจะหา จะเรียน ได้ทั้งหมดที่พูดมานี้ ก็ไม่ได้ทำให้ลูกหินมีความสุข สมอย่างที่ฉันคิดไว้...เพียงแต่มันเป็นบรรไดก้าวสำคัญ...ที่ทำให้ลูกมีชีวิตอยู่ได้เท่าคนปกติเท่านั้นเองมันเป็นเรื่องจริงที่เกิดขึ้น ฉัน..พ่อลูกหิน... น้าจิตร เรา 3 คน ต้องใช้ความพยายามอย่างมากที่จะทำให้ลูก...แค่ได้มีชีวิตอยู่ เหมือนๆ เด็กธรรมดาทั่วไปเท่านั้นเอง
ใจสุดท้าย...คือ ...ความเข้าใจ
ความเข้าใจ...ในตัวลูก...ฉันลืมคิดไปว่า ทุกสิ่ง ทุกอย่างถูกฝากความหวังไว้กับคนอื่นทั้งนั้น ไม่ว่าจะหมอ จะพยาบาล จะนักกายภาพ เราฝากความหวังไว้กับพวกเค้า...หวังว่าเค้าจะทำให้ลูกเราหาย จะทำให้ลูกเราดีขึ้น แต่ความเป็นจริงแล้ว...พวกท่านเหล่านั้นเป็นเพียงคนช่วยที่สำคัญ แต่หัวใจมันคือ เรา คือ ครอบครัว ที่ต้องเข้าใจลูกว่า เมื่อลูกมีอาการแบบนี้ เราต้องแก้แบบไหน โดยใช้ความรู้ ความเข้าใจทั้งหมดที่เราไปอบรมมา ตั้งใจทำตั้งแต่แรก มาแก้ปัญหา เมื่อเกิดขึ้น...

ลูกหิน...เป็นเด็กพิการทางสมองขั้นรุนแรง...ปัญหาที่จะติดตัวลูกไปจนตายคืออาการเกร็ง และ เสมหะติดพันคอ...มันเป็นปัญหาด่านแรกที่สำคัญมาก และมีปัญหา.กหลายๆ ตามมาติดๆ อย่างคาดไม่ถึง
ถ้าเราไม่สามารถเอาชนะมันได้...นั่นความหมายถึงชีวิตลูกที่จะอยู่กับเราได้ไม่นาน...แต่ฉันทำได้ด้วยความพยายาม ครั้งแล้ว ครั้งเล่า...อย่างไม่มีวันเบื่อ
เมื่อลูกหินเกร็ง...อาการเริ่มออก แขน ขา เริ่มแข็ง...ฉันจะใช้ทุกวิชาที่เรียนมา ทั้ง กายภาพ ทั้ง นวดโดสะโฮ เป็นชั่วโมง ชั่วโมง...จนลูกค่อยๆ ดีขึ้น สบายตัวขึ้น ต้วนิ่มขึนดังนั้น ความสุขของลูกชายฉัน คือ...การทำให้เค้าสบายตัว ไม่แข็งเกร็งไม่เจ็บ ไม่ป่วย กินข้าวได้ ไม่อ้วก...ไม่ทรมาน หายใจสะดวก ไม่มีเสมหะพันคอ...และเมื่อนั่น...ฉันจะเห็นรอยยิ้มแสนหวานของเค้าเสมอ

กว่าฉันจะ ทำใจ ตั้งใจ และเข้าใจ ลูก ต้องใช้เวลานานพอๆ กับอายุของลูก...แต่มันก็คุ้มค่าเหนื่อยเหลือเกิน...เพราะถึงแม้ลูกหินจะบอกไม่ได้ว่าเค้ามีความสุข ฉันก็รับรู้ได้จาก รอยยิ้มแม่สัญญา...จะทำให้หนูมีรอยยิ้ม แสนหวานอย่างนี้ไปอีกนานแสนนาน...รักลูกเสมอ
ฉันเชื่อเสมอว่า...ความสามารถของเรา...จะไปไกลได้ เท่าที่เราคิดไว้..เมื่อคิดแล้ว...ฉันลงมือทำทันทีด้วย 3 ใจ
ใจแรก คือ...ทำใจ
เมืื่อลูกหินเกิดมาพร้อมกับอภิมหาความโชคร้าย คือ สมองเสียขั้นรุนแรงเพราะมีหินปูน มาแทนที่สมอง...สิ่งแรกคือฉันต้องทำใจยอมรับความโชคร้ายแต่ไม่ยอมแพ้ ...มันไม่ง่ายเลย...สำหรับฉัน แต่เราก็ต้องรีบตั้งรับอย่างรวดเร็ว...เรื่องแรก ที่ฉันต้องทำใจ ใช้เวลาเพียงวันเดียว...เพราะคร่ำครวญมากไป ก็ไม่ทำให้ชีวิตลูกดีขึ้นเลย..แต่ในทางกลับกัน เสียเวลารักษาลูกด้วยซ้ำ
ใจที่สอง คือ... ตั้งใจ
เรื่องนี้...ฉันใช้เวลามาก...ถึง 6 ปี ฉันตั้งใจ ทำให้ลูกทุกอย่าง ทุกทาง ที่เป็นวิธีรักษาลูก ใครบอกหมอดี เราไปหา ใครบอกยาดี เรายอมทุ่มเงินซื้อ เชื่อฟังคำปฏิบัติของหมอ ของพยาบาล ทุกอย่าง...ยอมเป็นนักเรียนที่ดี เสมือนหนึ่งศิษย์เชื่อฟังครูบาอาจารย์สั่งสอน ก็ไม่ปานฉันมีความตั้งใจ และมีความพยายามสูง ทั้งเข้ารับการอบรมบ่มนิสัย บ่มความคิด จากหลายๆ ที่ หลายๆ สำนัก
- เข้าอบรมฝึกเรียน พ่อแม่มือใหม่จาก มูลนิธิเพื่อเด็กพิการ 1 ครั้ง
- เข้าอบรมเรียนศาสตร์โดสะโฮของญี่ป่น (กายภาพญี่ปุ่น) ติดต่อกันนานถึง 5 ปี กับอาจารย์ญี่ปุ่น แห่งเมืองเกียวโต
- เรียนทักษะการกายภาพ จากนักกายภาพ สำหรับลูก ครั้งแล้ว ครั้งเล่า
- เปิดเวทีแลกเปลี่ยนความคิดเห็น ซึ่งกันและกัน ปีนึง 2 ถึง 3 ครั้ง
- เรียนทักษะการศาสตร์การนวดไทยใช้สำหรับเด็กพิการ
- ทุกครั้งที่ไปร.พ. จะขอความรู้จากหมอ จากพยาบาลเสมอ
- บทเรียนจากลูกหินป่วย กลับไปคิด หางทางป้องกันไม่ให้เกิดขึ้น.ก
และอื่น ๆ อีกมากมายที่เป็นแหล่งความรู้ เท่าที่ฉันจะหา จะเรียน ได้ทั้งหมดที่พูดมานี้ ก็ไม่ได้ทำให้ลูกหินมีความสุข สมอย่างที่ฉันคิดไว้...เพียงแต่มันเป็นบรรไดก้าวสำคัญ...ที่ทำให้ลูกมีชีวิตอยู่ได้เท่าคนปกติเท่านั้นเองมันเป็นเรื่องจริงที่เกิดขึ้น ฉัน..พ่อลูกหิน... น้าจิตร เรา 3 คน ต้องใช้ความพยายามอย่างมากที่จะทำให้ลูก...แค่ได้มีชีวิตอยู่ เหมือนๆ เด็กธรรมดาทั่วไปเท่านั้นเอง
ใจสุดท้าย...คือ ...ความเข้าใจ
ความเข้าใจ...ในตัวลูก...ฉันลืมคิดไปว่า ทุกสิ่ง ทุกอย่างถูกฝากความหวังไว้กับคนอื่นทั้งนั้น ไม่ว่าจะหมอ จะพยาบาล จะนักกายภาพ เราฝากความหวังไว้กับพวกเค้า...หวังว่าเค้าจะทำให้ลูกเราหาย จะทำให้ลูกเราดีขึ้น แต่ความเป็นจริงแล้ว...พวกท่านเหล่านั้นเป็นเพียงคนช่วยที่สำคัญ แต่หัวใจมันคือ เรา คือ ครอบครัว ที่ต้องเข้าใจลูกว่า เมื่อลูกมีอาการแบบนี้ เราต้องแก้แบบไหน โดยใช้ความรู้ ความเข้าใจทั้งหมดที่เราไปอบรมมา ตั้งใจทำตั้งแต่แรก มาแก้ปัญหา เมื่อเกิดขึ้น...
ลูกหิน...เป็นเด็กพิการทางสมองขั้นรุนแรง...ปัญหาที่จะติดตัวลูกไปจนตายคืออาการเกร็ง และ เสมหะติดพันคอ...มันเป็นปัญหาด่านแรกที่สำคัญมาก และมีปัญหา.กหลายๆ ตามมาติดๆ อย่างคาดไม่ถึง
ถ้าเราไม่สามารถเอาชนะมันได้...นั่นความหมายถึงชีวิตลูกที่จะอยู่กับเราได้ไม่นาน...แต่ฉันทำได้ด้วยความพยายาม ครั้งแล้ว ครั้งเล่า...อย่างไม่มีวันเบื่อ
เมื่อลูกหินเกร็ง...อาการเริ่มออก แขน ขา เริ่มแข็ง...ฉันจะใช้ทุกวิชาที่เรียนมา ทั้ง กายภาพ ทั้ง นวดโดสะโฮ เป็นชั่วโมง ชั่วโมง...จนลูกค่อยๆ ดีขึ้น สบายตัวขึ้น ต้วนิ่มขึนดังนั้น ความสุขของลูกชายฉัน คือ...การทำให้เค้าสบายตัว ไม่แข็งเกร็งไม่เจ็บ ไม่ป่วย กินข้าวได้ ไม่อ้วก...ไม่ทรมาน หายใจสะดวก ไม่มีเสมหะพันคอ...และเมื่อนั่น...ฉันจะเห็นรอยยิ้มแสนหวานของเค้าเสมอ
กว่าฉันจะ ทำใจ ตั้งใจ และเข้าใจ ลูก ต้องใช้เวลานานพอๆ กับอายุของลูก...แต่มันก็คุ้มค่าเหนื่อยเหลือเกิน...เพราะถึงแม้ลูกหินจะบอกไม่ได้ว่าเค้ามีความสุข ฉันก็รับรู้ได้จาก รอยยิ้มแม่สัญญา...จะทำให้หนูมีรอยยิ้ม แสนหวานอย่างนี้ไปอีกนานแสนนาน...รักลูกเสมอ
สมัครสมาชิก:
ความคิดเห็น (Atom)
